คู่มือการใช้ PHP และ MySQL ที่มือใหม่ควรทำความรู้จัก

MySql Php For Website

PHP ย่อมาจากคำว่า Personal Home Page เป็นภาษาสำหรับการพัฒนาเขียนเว็บแอปพลิเคชั่น ส่วน MySQL เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการฐานข้อมูลมีความสามารถในการจัดการการเชื่อมต่อฐานข้อมูลด้วยจำนวนมหาศาลพร้อมๆ กัน เมื่อรวมเข้าด้วยกันเราระหว่าง PHP และ MySQL เราจะได้เว็บไซต์ หรืเว็บแอปพลิเคชั่นที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งสองอย่างล้วนเป็นโปรแกรมที่เปิดให้นำไปใช้พัฒนาได้ฟรี และมีชุมชนขนาดใหญ่ของที่เต็มไปด้วยเหล่าโปรแกรมเมอร์ที่อุทิศตนในการมีส่วนช่วยเพื่อการปรับปรุง และเพิ่มคุณสมบัติพิเศษอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเทียบกับเครื่องมือที่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์นั้น ล้วนมีข้อจำกัดในการพัฒนาต่อยอด เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องมือพัฒนาแบบโอเพ่นซอร์ส ที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ ทำให้ภาษา PHP และ MySQL เติบโตเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ จนมาถึงปัจจุบันนี้ยังคงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เมื่อถามว่าเครื่องมือไหนดีที่สุดในการนำมาใช้งานจริง คงจะเป็นอะไรที่ตอบยาก เพราะคนส่วนใหญ่เมื่อชินกับอะไรไปแล้วก็มักจะใช้งานในแบบที่ตัวเองเคยชินเสียมากกว่า ในความเห็นของเราแล้ว ทั้งสองอย่างนี้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการใช้งานง่าย ฟังก์ชั่นที่ซับซ้อนน้อย เพิ่มความเร็วของงาน รวมถึงความยืดหยุ่นสูง

จุดกำเนิดของมันเริ่มต้นเมื่อ 1995 มันถูกเขียนขึ้นในภาษา C โดยใช้เอนจิ้นที่เรียกกันว่า Zend Engine เขียนขึ้นโดย Ramus Lerdorf ภายหลังถูกนำมาเขียนใหม่โดย Zeev Suraski กับ Andi Gutmans ในปี 1997 ทั้งคู่ได้ก่อตั้ง Zend Technology เขาทั้งสองถือว่าเป็นบุคคลสำคัญต่อความสำเร็จในภาษานี้เป็นอย่างมาก ปัจจุบันนี้ภาษา PHP ได้รับความนิยมอันดับต้นๆ ของโลก ถูกนำมาใช้สร้างเว็บไซต์มากมาย ในปี 2009 มันถูกใช้เพื่อเขียนเว็บกว่า 27 ล้านโดเมน ตลอด 24 ปีที่ผ่านมามีมากกว่า 10 เวอร์ชั่น ทุกวันนี้เราใช้เวอร์ชั่น PHP 7.32 ที่อัพเดตล่าสุดคือปี 2019

สำหรับ MySQL กำเนิดในปี 1995 เช่นเดียวกัน โดยบริษัทสัญชาติสวีเดน พวกเขาสร้างแพลตฟอร์มที่มีจุดประสงค์ในการจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้สำหรับผู้ใช้ในบ้านและมืออาชีพ มีตัวทดสอบมากกว่าครึ่งโหลตั้งแต่อัลฟ่า และเบต้าของแพลตฟอร์มที่ได้รับการปล่อยให้ใช้ในปี 2000 ซึ่งพวกมันเหล่านี้เข้ากันได้กับเกือบทุกแพลตฟอร์มหลักๆ ในสมัยนั้น แพลตฟอร์มดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและภายในสิ้นปี 2003 สามารถสร้างรายได้รวม 12 ล้านดอลลาร์ด้วยผู้ใช้งานกว่า 4 ล้านเครื่อง ในปี 2004 บริษัท ได้ตัดสินใจที่จะมุ่งเน้นเพิ่มรายได้ผู้ใช้ในทางอื่น แทนที่จะเป็นการรจ่ายค่าใบอนุญาตเพียงครั้งเดียว กลยุทธ์ดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่ามันสำเร็จ และมีผลกำไรในปีด้วยรายรับสุทธิ 20 ล้านดอลลาร์